ความเป็นมา สาขาคอมพิวเตอร์ธูรกิจ

 ในอดีตที่ผ่านมานั้น การทำธุรกิจ อาจจะต้องอาศัยองค์ประกอบเพียงแค่ 3 ส่วนเท่านั้น คือ ที่ตั้งของสถานประกอบการณ์ แรงงาน และทุน  ปัจจุบันการแข่งขันทางธุรกิจมีความรุนแรงขึ้น และในอนาคตก็จะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ หากสถานณ์ประกอบการหรือองค์กรธุรกิจไม่ปรับตัวก็อาจจะไม่สามารถอยู่รอดได้ในธุรกิจ ดังนั้นอุปกรณ์และเทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์จึงเป็นเครื่องมือตัวหนึ่งซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวก และใช้ทุ่นแรงอำนวยความสะดวก และทำให้องค์กรทำงานได้ง่ายขึ้น ทุกองค์กรจึงจำเป็นต้องเรียนรู้การใช้งานคอมพิวเตอร์และนำไปประยุกต์ใช้กับความรู้ทางด้านบริหารธุรกิจ คอมพิเตอร์จึงเป็นสิ่งที่ช่วยให้เราปรับตัวตามกระแสการเปลี่ยนแปลงและเรียนรู้เพื่อความอยู่รอดในธุรกิจ

การใช้คอมพิวเตอร์ในยุคสารสนเทศ

       ปัจจุบันคอมพิวเตอร์กลายเป็นสิ่งที่จำเป็นในสังคม ทั้งการดำเนินธุรกิจและในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะทางด้านธุรกิจแล้วจะเห็นได้ชัดเจนว่า เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์มีบทบาทอย่างมากเมื่อเทียบกับการดำเนินธุรกิจในอดีต ซึ่งสามารถเปรียบเทียบการดำเนินธุรกิจในอดีตและปัจจุบันได้ดังนี้

 การทำธุรกิจในอดีตจะอาศัยปัจจัยหลัก 3 ประการได้แก่

       1. ทำเลที่ตั้ง (Land) ที่ตั้งของบริษัทหรือองค์กร ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง หากมีที่ตั้งในย่านธุรกิจ

ก็จะส่งผลดีต่อการดำเนินกิจการ และหากจำเป็นต้องเช่าสถานที่ย่านธุรกิจ ก็จะมีค่าใช้จ่ายที่สูงตามมาด้วย

       2. แรงงาน (Labor) แน่นอนว่าคุณไม่สามารถทำงานทุกอย่างได้ด้วยตัวคุณเอง ดังนั้นจำเป็นต้อง

มีพนักงาน ส่วนจะใช้จำนวนมากหรือน้อยนั้นก็ขึ้นอยู่กับประเภทและลักษณะของกิจการ

       3. เงินทุน (Capital) เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด และต้องใช้เงินลงทุนที่ค่อนข้างสูง เพราะคุณอาจต้อง

จ่ายทั้งค่าเช่าสำนักงาน จ่ายค่าแรงพนักงาน จ่ายค่าลงทุนในสินค้าและอุปกรณ์

 การทำธุรกิจในปัจจุบัน

       การทำธุรกิจในปัจุบันเป็นยุคของข้อมูลและข่าวสาร หรือที่เรียกได้ว่า “ยุคสารสนเทศ (Information Age) “ คุณอาจไม่จำเป็นต้องมีที่ตั้งของบริษัท หรือไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากมายเหมือนในอดีตก็สามารถทำการค้าขายบน “โลก Cyber “ ได้ โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาเป็นเครื่องมือในการดำเนินธุรกิจ แต่ในยุคปัจจุบันจะเน้นการใช้ “องค์ความรู้” สูงกว่าการใช้กลุ่มแรงงานและต้องการพนักงานที่มีความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ด้วย ในการใช้งานคอมพิวเตอร์ ผู้ใช้จะต้องมีความรู้ มีการเรียนรู้การใช้งาน เช่น วิธีการที่จะใช้คอมพิวเตอร์ เราจะใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์อย่างไร เรียนรู้ศัพท์เทคนิคต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการโต้ตอบและสื่อการกับโปรแกรม Application ที่เราใช้งานอยู่

ความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

       อะไรคือความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ถ้าเราถามตัวเองว่าทำอย่างไรจึงจะเรียกได้ว่าเป็นผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ สามารถตอบได้ 3 อย่างหลัก ๆ คือ

              1. เป็นผู้ที่ใช้งานคอมพิวเตอร์ได้อย่างเหมาะสม หมายถึง ต้องตระหนักและเห็นถึงความสำคัญในการใช้คอมพิวเตอร์ในทางที่ถูกต้องและเหมาะสมต่อสังคม

              2. มีองค์ความรู้ หมายถึง มีความรู้ในการที่จะใช้คอมพิวเตอร์ช่วยงานของคุณให้ประสบผลสำเร็จ และลุล่วง

              3. การโต้ตอบสื่อสาร หมายถึง สามารถโต้ตอบและสื่อสารโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์

 คอมพิวเตอร์สามารถหาซื้อได้ง่าย และปัจจุบันอุปกรณ์คอมพิวเตอร์แทบจะเป็นอุปกรณ์ที่ใช้แล้วทิ้งไป อาจมีอายุการใช้งานราว 5 ปี หลังจากนั้นเครื่องของคุณอาจตกรุ่นหรือคุณอาจมีความต้องการที่มากขึ้น เช่น ต้องการเครื่องที่มีความเร็วสูง มีความจุมากขึ้น และหากเครื่องของคุณมีอายุการใช้งานมายาวนานหลายปีแล้ว เมื่อเครื่องเกิดเสียหาย การจ่ายเงินค่าซ่อมอาจไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับการซื้อเครื่องใหม่ ดังนั้นก่อนเลือกซื้อเครื่องควรมีข้อพิจารณา ดังนี้

 คุณลักษณะพื้นฐานของคอมพิวเตอร์

       1. ความเร็ว (Speed) พิจารณาความเร็วของเครื่อง โดยอาจดูที่หน่วยความจำ RAM คุณอาจเลือกRAM 512 MB 1,024 MB หรือมากกว่า เพื่อรองรับการทำงานในอนาคต และถ้าคุณมีจุดประสงค์ในการใช้เครื่องเพื่องาน Graphic หรือเพื่อเล่นเกม ยิ่งจำเป็นต้องใช้ RAM ที่มีความจุมากขึ้น อย่างไรก็ดีการใช้ RAM มากก็ส่งผลต่อจำนวนเงินที่เพิ่มมากขึ้นด้วย หากคุณยังไม่มีเงินเพียงพอหรือในปัจจุบันคุณอาจยังไม่ต้องการความเร็วมากนัก คุณสามารถที่จะเพิ่มหน่วยความจำ RAM ได้ในภายหลัง

       2. ความน่าเชื่อถือ (Reliability) ความน่าเชื่อถือในยี่ห้อ “BRAND” เป็นสิ่งหนึ่งที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อผู้บริโภคในการเลือกซื้อ คุณอาจเลือกซื้อเครื่องชนิดแยกประกอบ หรือเลือกซื้อเป็นชุด (Package) เพื่อง่ายและสะดวก เช่น เลือกซื้อ Package ของยี่ห้อ HP ยี่ห้อ Compact ยี่ห้อ Sumsung หรือยี่ห้อของ Dell เป็นต้น ซึ่งยี่ห้อสินค้าที่มีชื่อเสียงก็มักจะรับประกันถึงคุณภาพของสินค้า สร้างความมั่นใจ และความน่าเชื่อถือในการทำงานของเครื่องได้

       3. หน่วยความจำความจุสูง (Storage Capability) การมีหน่วยความจำ Harddisk(HDD) ที่มีความจุสูงก็ส่งผลดีในการทำงาน เช่น ถ้าเครื่องมี HDD มากก็ทำให้คุณสามารถติดตั้งโปรแกรมได้หลากหลายตามความต้องการ โดยไม่มีปัญหาในเรื่องข้อจำกัดของพื้นที่ HDD และยังรองรับการจัดเก็บข้อมูลภาพ เสียง และไฟล์ VDO ได้ ทั้งนี้คุณอาจเลือกเครื่องที่มีความจุของ HDD ตั้งแต่ 40 GB 80GB หรือมากกว่า ตามความต้องการของคุณ

       4. ราคา (Cost) แน่นอนว่าถ้าคุณต้องการเครื่องที่มีความเร็ว มีความน่าเชื่อถือ มี Harddisk ความจุสูง ก็จะทำให้ราคาของเครื่องสูงตามไปด้วย อย่าลืมว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ที่คุณซื้อในวันนี้ อาจมีอายุการใช้งานเพียง 5 ปี แล้วคุณอาจต้องซื้อเครื่องใหม่ ดังนั้นควรเลือกซื้อเครื่องในระดับราคาที่เหมาะสมยอมรับได้กับราคาและอายุการใช้งาน การเลือกซื้ออาจเปรียบเทียบราคาของเครื่องหลาย ๆ ร้าน ใน Spec ของเครื่องรุ่นเดียวกัน

ประโยชน์หลัก ๆ ของคอมพิวเตอร์

       1.ช่วยในการเพิ่มผลผลิต(Productivity)ช่วยในการสร้างและออกแบบผลิตภัณฑ์ทั้งงานด้านผลิตและบริการ คอมพิวเตอร์จะช่วยให้คุณทำงานได้เร็วและดียิ่งขึ้น ตลอดจนมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

       2. ช่วยในการตัดสินใจ (Decision Making) คอมพิวเตอร์จะช่วยในการวิเคราะห์และประมวลผลข้อมูลเพื่อนำเสนอข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลา ทำให้ใช้เวลาในการตัดสินใจสั้นลง อย่างไรก็ดี คอมพิวเตอร์เป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วยในการประมวลผลข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจเท่านั้น แต่ไม่ได้ทำหน้าที่ตัดสินใจแทนคุณ

       3. ลดต้นทุน (Cost Reduction) เช่น ช่วยลดจำนวนพนักงาน ประหยัดพลังงาน หรือช่วยให้ใช้ปริมาณกระดาษน้อยลง (paper less) รวมทั้งช่วยลดต้นทุนในการผลิต การขนส่ง และค่าใช้จ่ายในการทำ

ธุรกรรมที่อาจจะเกิดขึ้นระหว่างการค้าขาย

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

ความหมายคอมพิวเตอร์

       คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มนุษย์สร้างขึ้น สามารถรับข้อมูล จัดเก็บ คำนวณและประมวลผลข้อมูลตามที่มนุษย์สั่งการเพื่อให้ได้มาซึ่งสารสนเทศ และนำสารสนเทศนั้นไปใช้ประโยชน์ในการแก้ไขปัญหา

ความหมายคอมพิวเตอร์ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน

       พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ได้ให้คำจำกัดความของคอมพิวเตอร์ไว้ค่อนข้างกะทัดรัดว่า “เป็นเครื่องอิเล็กทรอนิกส์แบบอัตโนมัติ ทำหน้าที่เสมือนสมองกล ใช้สำหรับแก้ปัญหาต่าง ๆ ทั้งที่ง่ายและซับซ้อน โดยวิธีทางคณิตศาสตร์”

 ข้อมูล(Data) สารสนเทศ (Information) และ องค์ความรู้ (Knowledge)

       ข้อมูล (Data) คือ ข้อเท็จจริงต่าง ๆ อาจประกอบไปด้วยตัวเลข ภาพ เสียง หรือตัวอักษร ที่ยังไม่ผ่านการประมวลผล การกลั่นกรอง หรือการสรุปผล

       สารสนเทศ (Information) คือ ข้อมูลที่ผ่านการประมวลผล ผ่านการจัดระเบียบโดยวิธีการหรือกระบวนการทำงานของคอมพิวเตอร์ กลายเป็นสารสนเทศ (ข่าวสาร) ที่มีประโยชน์ต่อผู้รับ

        องค์ความรู้ (Knowledge) คือ “การนำความรู้ที่มีไปใช้ในการแก้ไขปัญหา” ซึ่ง knowledge อาจจะเป็น ข้อมูล (Data) หรือสารสนเทศ (Information) ก็ได้ หรืออาจกล่าวโดยกว้าง ๆ ได้ว่า knowledge หมายถึง Information ที่ใช้แก้ปัญหาได้อย่างตรงประเด็นสามารถนำไปใช้ปฏิบัติจริงได้ ซึ่ง Knowledge จะมีความหมายและคุณค่าสูงกว่า data และ information และจัดเป็นทรัพย์สินทางปัญญาอีกด้วย

 องค์ประกอบระบบคอมพิวเตอร์

       1. ฮาร์ดแวร์ (Hardware) หมายถึง ตัวเครื่องและอุปกรณ์ (device) ของคอมพิวเตอร์ สามารถจับต้องได้ เช่น แป้นพิมพ์ (keyboard) เม้าส์ (mouse) จอภาพ (monitor) เครื่องพิมพ์ (printer) และโมเด็ม( modem) เป็นต้น

      2. ซอฟต์แวร์ (Software) หมายถึง ชุดคำสั่งหรือโปรแกรมที่ควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์ เรียกsoftware อีกชื่อหนึ่งคือ “Program”

       3. พีเพิลแวร์ (Peopleware) หมายถึง ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ เป็นคนที่มีความสำคัญต่อการใช้งานคอมพิวเตอร์ เพราะถ้าเรามี Hardware และ Software แล้วยังต้องอาศัยคนควบคุมและสั่งการ คอยเปิดปุ่ม Power และป้อนคำสั่งต่าง ๆ ให้เครื่องทำงานตามต้องการ

 ฮาร์ดแวร์ (Hardware)

       1. ประเภทของคอมพิวเตอร์ สามารถจำแนกประเภทของคอมพิวเตอร์ได้ 5 ประเภท ตามขนาดเครื่อง ดังนี้

              1. Mainframe Computer

              2. Mini Computer

              3. Super computers

              4. Work Station

              5. Micro Computer / Personal Computer (PC)

เครื่องแต่ละประเภทมีรายละเอียด ดังนี้

        Mainframes Computer จัดเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดใหญ่ มีประสิทธิภาพในเรื่องของการจัดเก็บข้อมูลจำนวนมหาศาล แต่ไม่มีประสิทธิภาพด้านการคำนวณ มีราคาสูง ส่วนใหญ่ใช้กับองค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องเก็บข้อมูลจำนวนมาก เช่น ธนาคาร ซึ่งเครื่องชนิดนี้ มีความสามารถในการประมวลผล 1 ล้านคำสั่ง / วินาที รองรับการใช้งานของ User หลายคน มักนำมาใช้เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ศูนย์กลาง เช่น ใช้เป็นเครื่อง mail Server หรือ Server ขององค์กร

       Mini Computer มีขนาดเล็กรองลงมาจากเครื่อง Mainframes แต่บางครั้งก็แยกขนาดลำบากระระหว่างเครื่อง Mainframe และ Mini Computer เครื่องชนิดนี้มีประสิทธิภาพในการจัดเก็บข้อมูล เช่นเดียวกับ Mainframe แต่ความสามารถก็จะลดลง ตามราคาที่ลดลงด้วยเช่นกัน ส่วนใหญ่นำมาใช้งานทางด้าน Internet Server หรือ Network server รองรับการทำงานแบบ Multi-User โดยเครื่อง Mini Computer เหมาะสำหรับใช้งานพร้อม ๆ กันได้หลายคน (multi user) แต่มีราคาสูงกว่าเครื่อง Work Station ส่วนมากนำมาใช้กับองค์การขนาดกลาง-ขนาดใหญ่ ที่มีการใช้ระบบ Network

       Super Computerเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีความเร็วสูง ทรงพลังและมีสิทธิภาพ(powerful) มีความสามารถในการประมวลผลชุดคำสั่ง 1 ล้านล้านคำสั่ง / วินาที ใช้กับการคำนวณที่มีความซับซ้อน เช่น ใช้ในกรมอุตินิยมวิทยา งานควบคุมขีปนาวุธ งานควบคุมทางอวกาศ งานประมวลผลภาพทางการแพทย์ งานด้านวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะทางด้านเคมี เภสัชวิทยา และงานด้านวิศวกรรมการออกแบบ ประมวลผลแบบคู่ขนาน ความเร็วสูง ในอนาคตเครื่องชนิดนี้อาจถูกแทนที่ด้วยเครื่องพีซี (PC)

        Work - Station Computerเครื่องสถานีงานวิศวกรรม มีจุดเด่นในเรื่องงานกราฟิก การทำภาพเคลื่อนไหว และงานทางด้านเครือข่าย สามารถใช้งานในลักษณะ Client-Server ได้ เครื่องชนิดนี้ส่วนมากจะมีความเร็วมากกว่าเครื่อง Persoanl Computer เหมาะสำหรับระบบงานที่มีความถี่ในการ load ข้อมูลสูงด้านเครือข่าย เครื่องชนิดนี้ส่วนใหญ่ใช้กับวิศวกร นักวิทยาศาสตร์ สถาปนิก และนักออกแบบ และใช้ร่วมกับระบบปฎิบัติการ Unix หรือ Linux

        Micro Computer/ Personal Computers (PC)วัตถุประสงค์ของการผลิตเครื่อง Micro Computer ขึ้นใช้งานครั้งแรกเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา แต่เนื่องจากประสิทธิภาพและขีดความสามารถของเครื่อง Micro Computer ได้มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ขีดความสามารถและประสิทธิภาพในการทำงานสูง จึงมีการนำเครื่องชนิดนี้ไปใช้งานทางด้านธุรกิจอย่างแพร่หลาย ตลอดจนใช้งานส่วนบุคคลตามบ้าน จึงมีคนเรียกชื่อเครื่อง Micro Computer นี้อีกชื่อหนึ่งคือ เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (Personal Computers:PC) ปัจจุบันเครื่อง PC มีประสิทธิภาพสูง และสนับสนุนการทำงานในหลาย ๆ ด้าน เช่น งานด้านเครือข่ายและ Web ด้านฐานข้อมูล กราฟิก และงานสำนักงานอื่นทั้งงานพิมพ์ งานคำนวณ เป็นต้น